|
ฟิล์มใสกันร้อน
ผลงานนักวิจัยไทยคว้า
"ยูเรกา"
รางวัลนวัตกรรมระดับโลก
วันพุธ
ที่ 16
กุมภาพันธ์ 2548 -
14:14 น.
Topic
ข่าวในวงการวิจัย
|
ฟิล์มกันความร้อนและยูวีหัวใจไทย
ของนักวิจัยเอ็มเทค
ทั้งใสและดัดได้
สิ่งประดิษฐ์ที่ไปคว้ารางวัล
ยูเรกา
เวทีแสดงนวัตกรรมระดับโลก
ด้านหน่วยงานวิจัยไทยไม่ทอดทิ้งมอบรางวัลเสริมกำลังใจ
และอนาคตเมื่อก้าวสู่อุตสาหกรรมจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ
ลดการนำเข้าฟิล์มต่างแดนได้
เป็นที่น่ายินดีว่าปัจจุบันประเทศไทยมีนักประดิษฐ์ที่คิดค้นงานอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมในหลายๆ
ด้านมากขึ้น
ซึ่งในปีที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
(วช.)
ได้ให้รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น
ประจำปี 2548
แก่คนไทยจากหลายสาขาอาชีพ
จำนวน 21 รางวัล
และ 1
ในนั้นเป็นฟิล์มใสลดความร้อนและรังสียูวี
ผลงานของนักวิจัยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ
(เอ็มเทค)
อันมีแนวโน้มว่าจะสามารถพัฒนาต่อได้ในเชิงอุตสาหกรรมและลดการนำเข้าฟิล์มจากต่างประเทศได้
ดร.รุ้งนภา
ทองพูล
พร้อมด้วย ดร.จิตติพร
เครือเนตร
และนายปรีชา
คงรัตน์
นักวิจัยจากเอ็มเทค
ได้คิดค้นผลงานที่มีชื่อว่า
ฟิล์มใสดัดได้
ลดการผ่านของรังสีอัลตราไวโอเลตและรังสีอินฟราเรด
(Transparent, UV & IR Shield Films from
Liquid)
ซึ่งได้รับเหรียญเงินในงาน
บรัสเซลล์ยูเรกา
2004 (Brussels Eureka! 2004) ณ
กรุงบรัสเซลล์
ประเทศเบลเยี่ยม
อีกทั้งยังได้รับรางวัลชมเชยจาก
วช. ประจำปี พ.ศ.2548
อีกด้วย
งาน บรัสเซลล์ยูเรกา
2004
นับเป็นเวทีการแสดงนวัตกรรมระดับโลก
สำหรับนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ที่ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ
ปีในเบลเยี่ยม
โดยปีที่แล้วนับเป็นครั้งที่
53 แล้ว
และมีการนำเสนอผลงานคิดค้นจากนักประดิษฐ์ทั่วโลก
ส่วนประเทศไทย
วช.ได้จัดงานลักษณะคล้ายกัน
ในชื่องาน วันนักประดิษฐ์
ซึ่งผ่านไปแล้วเมื่อวันที่
2-4 ก.พ.48
หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับ
ฟิล์มกันความร้อน
หรือฟิล์มกรองแสง
ที่ติดรถยนต์หรือตามอาคารที่เป็นกระจก
ฟิล์มตามท้องตลาดเหล่านั้นมีราคาค่อนข้างแพงและมักจะมีสีทึบ
สำหรับฟิล์มที่
ดร.รุ้งนภาและคณะได้คิดค้นขึ้นนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างใส
อีกทั้งยังสามารถกันรังสียูวีได้ทั้งหมดอีกด้วย
ลักษณะของฟิล์มขึ้นรูปจากสารละลายที่เป็นของเหลว
จะมีแผ่นพลาสติก
2 แผ่น
ประกบแผ่นฟิล์มไว้
โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องมือราคาแพง
การทำฟิล์มชนิดนี้
ดร.รุ้งนภาร่วมมือกับ
ดร.จิตติพร
ผู้ร่วมโครงการ
โดยมีโครงการที่จะทำพลาสติกเพื่อการเกษตร
คือทำพวกแปลงคลุมพืช
ในตอนแรกทีมวิจัยได้ใช้เม็ดพลาสติกผสมกับไททาเนียมไดออกไซด์
แล้วก็ฉีดออกมาเป็นฟิล์ม
แต่ปรากฏว่าฟิล์มไม่ใสแต่จะมีสีออกขาวๆ
เหมือนกระดาษ
ทำให้แสงที่ตามองเห็นผ่านไม่ได้
จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีเคลือบแทน
ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่นซ้อนกันหลายๆ
ชั้น
ขั้นตอนก็ต้องผลิตของเหลวตัวนี้ออกมาก่อน
ของเหลวตัวนี้จะมีคุณสมบัติที่เมื่อเคลือบลงไปบนพลาสติกแล้วจะสามารถกันรังสียูวีได้
และมีอนุภาคที่เล็กมากจนแสงที่เรามองเห็นได้สามารถผ่านได้
เราจึงเห็นว่ามันใส
ของเหลวที่ใช้เป็นสารพวกไททาเนียมไดออกไซด์ซึ่งใช้ในครีมกันแดดอยู่แล้ว
และใช้ในพวกสีทาบ้าน
ดร.รุ้งนภาอธิบาย
ขั้นตอนการพัฒนาใช้เวลาปีครึ่ง
แต่พอทำได้แล้วก็ใช้เวลาทำจริงๆ
แค่ 5 นาที
คือเร็วมากและก็น่าจะเหมาะกับอุตสาหกรรม
ใช้งานได้หลายอย่าง
ทั้งเป็นกรีนเฮาส์หรือโรงเรือนเพาะปลูก
ทำเป็นร่มก็ได้
ในอนาคตก็อาจจะไปทดแทนฟิล์มที่ติดในกระจกรถหรืออาคารได้ค่ะ
ตอนนี้มีบริษัทติดต่อเข้ามาเยอะมาก
แต่ว่าเขาต้องการในรูปของแผ่นใหญ่
ก็กำลังทำเครื่องจักรเพื่อผลิตให้เขา
ดร.รุ้งนภาแกนนำคณะวิจัยกล่าว
สิ่งประดิษฐ์ของทีมวิจัยนี้มี
2 ชนิดคือ
แผ่นฟิล์มที่ทำจากสารละลายไททาเนียมเตตระไอโซพรอพอกไซด์
(Titaniumtetraisopropoxide: TTIP)
และฟิล์มอีกชนิดที่ทำจากดีบุกคลอไรด์
(Tin Chloride)
ซึ่งฟิล์มที่ผลิตขึ้นได้นี้สามารถกันรังสียูวีได้ถึง
100 เปอร์เซ็นต์
กันรังอินฟราเรดหรือรังสีความร้อนได้
28-38 เปอร์เซ็นต์
และให้แสงผ่านได้
67-85 เปอร์เซ็นต์
ของเรานี่กันยูวีได้
100 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่แสงที่ตามองเห็นได้ผ่านมากกว่า
70 เปอร์เซ็นต์
คือค่อนข้างที่จะใส
แต่ก็ยังกันความร้อนได้ไม่ค่อยดีนัก
ฟิล์มทางการค้าที่ราคาสูงเพราะว่าของเขากันรังสีความร้อนได้ดีกว่ามาก
แต่ของเรามีข้อดีกว่าคือใส
ก็ยังต้องพัฒนาต่อไป
ตอนนี้ถือว่าสำเร็จมาขั้นหนึ่งแล้วคือปีแรกเสร็จมาเป็นต้นแบบ
ปีต่อไปเราจะทำในเครื่องจักรขนาดใหญ่
สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากๆ
อีก 1
ปีก็จะสามารถขายได้
เจ้าของผลงานเทียบข้อดีของฟิล์มที่ผลิตกับฟิล์มตามท้องตลาด
ทำไมถึงกันรังสียูวีได้
ก็เนื่องจากว่าสารตัวนี้มีลักษณะที่เหมาะสม
ถ้าจะให้อธิบายในแนววิทยาศาสตร์คือว่าสารตัวนี้มีระดับชั้นพลังงาน...ระดับช่องว่างระหว่างชั้น
2 ชั้น
ที่เรียกว่าสถานะกระตุ้น
(Excited State)
และสถานะพื้น (Ground
State)
ตรงกลางที่เป็นช่องว่างนี้เมื่อได้รับพลังงานที่พอเหมาะแล้ว
จะทำให้อิเล็กตรอนสามารถกระโดดจากสถานะพื้นไปยังสถานะกระตุ้นได้
ซึ่งสารตัวนี้มีช่องว่างที่เหมาะสมที่จะดูดซับรังสียูวีได้
นักวิจัยจากเอ็มเทคกล่าว
ดร.รุ้งนภาเล่าถึงปัญหาว่าเลือกสารละลายมาทำฟิล์มยาก
เพราะไม่แน่ใจว่าจะใช้ตัวไหนดีเนื่องจากมีในรายงานวิชาการอยู่หลายชนิด
และพอเลือกได้แล้วก็มีปัญหาอีกว่าเมื่อโดนความชื้นก็จะสลายตัวได้
กลายเป็นผงขาวๆ
ทำให้ไม่สวย
จึงต้องปรับวิธีว่าจะทำยังไงให้ฟิล์มเสถียรอยู่ได้เป็นเวลานานๆ
อีกปัญหาคือการขึ้นรูป
หากขึ้นรูปหนาไปฟิล์มก็จะโค้งงอไม่ได้และหัก
ก็ต้องผสมสารพวกพลาสติกไทเซอร์
(Plastizer)
ลงไปเพื่อให้โค้งงอได้
ส่วนความทนของฟิล์มนั้นขึ้นอยู่กับพลาสติกที่ใช้
และความทนของพลาสติกก็ขึ้นอยู่กับความหนากับชนิด
ดร.รุ้งนภาแนะว่าถ้าจะใช้ให้นานจริงๆ
อาจเลือกพลาสติกประเภทโพลีเอสเตอร์ชนิดเดียวกับฟิล์มที่ใช้ติดรถยนต์
จะทำให้ใช้ได้นานเท่ากัน
เทียบราคากับฟิล์มรถยนต์ก็จะถูกกว่า
ตกตารางเมตรละ
80-300 บาท
สำหรับราคาวัสดุ
แต่ถ้าเป็นฟิล์มรถยนต์ก็แพงกว่า
ตารางเมตรละ 2,000
บาท ขึ้นไป
ดร.รุ้งนภา
แกนนำคณะวิจัยยังได้เผยถึงความรู้สึกที่ได้รางวัลระดับโลกว่ารู้สึกดีใจ
ตอนส่งผลงานเข้าประกวดก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเพราะไม่รู้ว่าคนอื่นๆ
เขาจะเอาอะไรมาประกวดกันบ้างแล้วก็ไม่แน่ใจว่าผลงานของตนเองจะดีพอหรือเปล่า
เพียงแต่คิดว่าต้องทำให้เต็มที่ที่สุด
แม้ว่างานวิจัยชิ้นนี้จะไม่ใช่ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ
แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นความพยายามในการพัฒนา
และอนาคตในการนำสิ่งประดิษฐ์นี้เข้าสู่อุตสาหกรรม
ฟิล์มกรองแสง
ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในประเทศและเป็นการผลักดันงานวิชาการให้สังคมเห็นเป็นรูปเป็นร่าง
หวังอย่างยิ่งว่าผู้ที่กำลังสร้างสรรค์ผลงานใดๆ
ก็ตาม
จะไม่ย่อท้อต่อการนำเสนอสิ่งดีๆ
สู่สังคม
|
-
|
|