
หน้าแรก
ฟิล์มกรองแสง มู่ลี่
ม่านปรับแสง
กระจกอลูมิเนียม
ม่าน
ศูนย์มาตรฐาน
ฟิล์มกรองแสง
สำหรับลดความร้อนและการตกแต่ง
บริษัท
พีเอสเอ็ม เทคโนโลยี
จำกัด
91/397
ถนนรามอินทรา
แขวงคลองกุ่ม
เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ10230
โทร
02-9443410 อัตโนมัติ20สาย ,
089-1236200 , Fax 02-5192358
แผนกลูกค้าสัมพันธ์
โท089-1236200
email : project@alumni.ku.ac.th
ฟิล์มกรองแสง
- คุณประโยชน์ของฟิล์มกรองแสงที่เราทุกคนทราบแน่นอนก็คือ
ติดแล้วช่วยลดความร้อนจากแสงแดดที่จะเข้ามาในตัวรถ
สิ่งนี้ไม่ใช่การป้องกัน
เพราะโดยหลักของการคิดค้นฟิล์มกรองแสงขึ้นนั้น
ฟิล์มกรองแสงต้องเป็นวัสดุที่ใช้ในการควบคุมพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์
-
- วัสดุที่นำมาผลิตฟิล์มกรองแสง
เป็นแผ่นโพลีเอสเตอร์
ที่มีคุณสมบัติทั้งเรื่องทนความร้อน
ทนทาน
ดูดซับความชื้นน้อย
ยืดหยุ่นสูง
นำมาเคลือบด้วยชั้นฟิล์ม
ต่าง ๆ กัน
ไม่ว่าจะเป็นสี
กาว โลหะ
สารกันลอยขีดข่วน
สารดูซับรังสียูวี
-
- ชั้นฟิล์มที่นำมาเคลือบนี่แหล่ะ
จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงคุณประโยชน์
และคุณภาพของฟิล์มกรองแสงแต่ละชนิด
แต่โดยหลัก ๆ แล้ว
สิ่งที่เราได้ประโยชน์จากฟิล์มกรองแสงก็คือ
-
- -
ช่วยลดความร้อนและป้องกันรังสียูวีจากแสงอาทิตย์
-
- - ในอดีตหรือแม้ปัจจุบันที่มีกฎหมายกำหนดความทึบของฟิล์ม
เราจะพบว่า
การติดฟิล์มทึบๆ
สามารถสร้างความเป็นส่วนตัวได้ในบางครั้ง
-
- -
แสงที่ผ่านเข้าห้องโดยสารลดลง
ทำให้มุมมองของสายตาดีขึ้น
-
- - การลดความร้อนที่ผ่านเข้ามายังห้องโดยสาร
ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น
สิ่งนี้ยังเป็นผลสะท้อนไปถึงการลดภาระของการทำงานของเครื่องยนต์ด้วย
-
- -
ความร้อนและแสงยูวีที่ผ่านเข้ามาลดลง
ช่วยยึดอายุวัสดุและอุปกรณ์ภายในรถ
โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติก
และหนัง
-
- -
ในบางครั้ง
ฟิล์มกรองแสงยังเป็นตัวยึดเหนี่ยวกระจกไม่ให้แตกกระจาย
ขณะเกิดการชน
-
- เราเห็นแล้วว่า
คุณประโยชน์ของฟิล์มกรองแสงนอกจาก
ทางตรงคือ
ลดความร้อนและป้องกันแสงยูวีแล้ว
ยังมีประโยชน์ทางอ้อมอีกหลายประการ
แต่ทั้งนี้
ศักยภาพในการทำงานของฟิล์มกรองแสงยังขึ้นกับคุณภาพของฟิล์มกรองแสงรวมถึงการติดตั้งด้วย
-
- การเลือกฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพ
หลักการที่งายที่สุดก็คือ
การเลือกซื้อและติดตั้งฟิล์มกรองแสงจากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียง
มีมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรับรอง
มีใบรับประกันคุณภาพที่ชัดเจน
ซึ่งโดยปกติแล้ว
การปรับประกันฟิล์มกรองแสงจะต้องไม่ต่ำกว่า
5
ปี
-
- การเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงชื่อดัง
ยี่ห้อที่มีความชำนาญด้านนี้จริง
ๆ
คงไม่ใช่เรื่องยากมากนัก
แต่ปัญหามักจะอยู่ที่การติดตั้ง
เพราะการจำหน่ายและการติดตั้งฟิล์มกรองแสงมักจะอยู่ในรูปแบบของตัวแทนจำหน่าย
ที่มีเป็นจำนวนมากทั้งตัวแทนจริง
ๆ
และร้านค้าที่เปิดให้บริการอิสระ
หากเราต้องการทราบให้ชัดเจนว่า
ฟิล์มกรองแสงที่ทางร้านค้าจะมาติดตั้งให้เรานั้นเป็นของจริงหรือไม่
ก็สามารถให้ทางร้านค้าอธิบายถึงตราสินค้าบนไลเนอร์ได้
ถือว่าไม่เป็นการผิดกติกา
-
- สิ่งที่ไม่ควรลืมก็คือ
หลังการติดตั้งฟิล์มกรองแสง
เราต้องได้รับเอกสาร
3
ตัว
นั่นก็คือ
-
- บัตรลงทะเบียนใบรับประกันคุณภาพ
- ก็เหมือนเราซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าน่ะแหล่ะครับ
โดยเอกสารนี้จะมี
3 ส่วน
ส่วนหนึ่งร้านค้าจะเก็บไว้
อีกส่วนให้ลูกค้าเก็บ
และอีกส่วนเป็นใบให้เรากรอกเพื่อส่งกลับไปยังผู้ผลิต
ส่วนใหญ่ใบที่เราต้องกรอกส่งให้ผู้ผลิตจะต้องทำภายใน
15 วัน
-
- ใบรับรองการติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์
- ใบนี้สำคัญนะครับ
ไม่ใช่แค่บอกว่ารถเราติดฟิล์มแล้ว
เพราะเรื่องนี้มองดูก็รู้
แต่เนื่องจากปัจจุบัน
มีการกฎหมายให้ติดฟิล์มกรองแสงที่แสงต้องรอดผ่านได้
40% เกิดจับพัดจับผู
ถูกเรียกตรวจจะได้มีใบนี้ยืนยัน
-
- เพื่อความสบายใจ
เราสามารถให้ทางร้านค้าทดสอบการผ่านของแสงได้
อย่าให้ทางร้านทดสอบโดยผ่านฟิล์มเพียงอย่างเดียว
ควรทดสอบหลังจากมีการติดตั้งฟิล์มเรียบร้อยแล้ว
เพราะตัวกระจกรถเองมีการลดทอนแสงและหักเหของแสงบางส่วนอยู่แล้ว
ตามกฎหมายกำหนดชัดเจนนะครับว่า
แสงที่ผ่าน 40%
เป็นแสงที่วัดผ่านกระจกที่ติดฟิล์มกรองแสง
และสิ่งที่ควรจำอีกประการหนึ่งก็คือ
อย่าใช้หรือเชื่อกับวิธีทดสอบที่เอาไฟสปอร์ตไลท์มาจ่อกับฟิล์มให้ดู
นอกจากไม่ได้อะไรแล้ว
เพราะบอกตัวเลขอะไรไม่ได้
ความร้อนของสปอร์ตไลท์ยังจะทำให้ฟิล์มเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้นอีกด้วย
-
- ใบรับประกันคุณภาพ
- เป็นใบที่เราจะได้รับหลังจากส่งใบที่เรากรอกกลับไปยังผู้ผลิตประมาณ
1 เดือน
เป็นใบรับประกันคุณภาพที่ออกโดยผู้ผลิตนั่นเอง
- สำหรับในเรื่องราคาของฟิล์มกรองแสงนั้น
ไม่ต่างไปจากเรื่องของราคายางรถยนต์
เพราะฟิล์มกรองแสงมีหลายคุณลักษณะมาก
ขึ้นอยู่กับฟิล์มที่นำมาเคลือบว่าประกอบด้วยสารอะไรบ้าง
ยิ่งฟิล์มคุณภาพสูง
ๆ ประเภท
ใสแจ๋วเลย
แสงผ่านได้มาก
แต่กลับลดความร้อนได้สูง
ก็จะมีราคาสูงกว่าฟิล์มประเภททึบ
ๆ ทึม ๆ
แต่ผ่านตามกฎหมายกำหนด
ก็อยู่ที่เราเดินเข้าไปในร้านค้าและเลือกหาเอาล่ะครับ
ว่าเราจะยอมจ่ายมากน้อยแค่ไหน
และส่วนใหญ่ค่าบริการติดตั้งจะคิดแยกออกมาต่างหาก
-
- คุณภาพและการรักษา
- การหมดอายุใช้งานของฟิล์มกรองแสงก่อนกำหนด
บ่อยครั้งเกิดจากคุณภาพในการติดตั้งที่ต่ำหรือผิดวิธี
และหลาย ๆ
ครั้งเกิดจากการไม่เอาใจใส่ดูแลของเจ้าของรถหรือดูแลอย่างผิดวิธี
เรามาเรียนรู้ในการที่จะสังเกตคุณภาพการติดตั้งและการบำรุงรักษากัน
- การเลือกฟิล์มกรองแสงดูจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นเท่าไร
เนื่องด้วยวิธีการตรวจสอบฟิล์มคุณภาพนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
แต่การหาร้านค้าที่มีช่างผู้ชำนาญพร้อมที่จะติดตั้งฟิล์มกรองแสงให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพกลับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่า
-
- ปัญหาใหญ่ก็คือ
เราจะทราบกันได้อย่างไรว่า
รถของเราได้รับการติดตั้งฟิล์มกรองแสงโดยวิธีที่ไม่ถูกต้องและไม่มีคุณภาพเอาเสียเลย
-
- 1. โดยความเป็นจริงเราไม่สามารถทราบได้เลยว่า
วัสดุที่ช่างนำมาติดตั้งให้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกาว
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดต่อคุณภาพ
สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ
การใช้สายตาสังเกตดูฟองอากาศ
คราบน้ำขัง ฝ้า
คราบมัว
หรือภาพที่บิดเบือนมาก
-
- 2. เดินดูกระจกรอบรถทุกบานเพื่อดูว่ามีการบิดเบือนของภาพมากน้อยเพียงใด
และยอมเสียเวลาอีกนิดเข้าไปในรถเพื่อดูออกมาข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง
-
- 3. แน่นอนว่า
การติดตั้งฟิล์มกรองแสง
ไม่ได้กระทำกันในห้องปราศจากฝุ่น
และสิ่งปฏิกูลต่าง
ๆ ดังนั้น
ควรตรวจสอบดูว่าในระยะ
5 เซนติเมตรจากขอบมีอะไรบ้างและติดมากน้อยเพียงใด
ถ้าไม่มากก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
-
- 4. เราสามารถสังเกตอะไรได้บ้าง
ก็ดูกันหมดล่ะครับ
ตั้งแต่เศษผง
แมลง เส้นผม
ขอบฟิล์มล่อน
ลอยนิ้วมือ
รอบขีดข่วน
รอบฉีก รอยหัก
ดูให้หมด
อย่าให้มากจนน่าเกลียด
-
- 5. ปกติแล้ว
การติดตั้งฟิล์ม
จุดที่เริ่มติดฟิล์มไม่ควรจะห่างจากบริเวณขอบเกิน
1-4 มม. แต่ถ้าหากเป็นฟิล์มเข้มไม่ควรจะห่างเกิน
2 มม.
-
- 6. การตรวจตราลอยต่อของฟิล์มกรองแสง
ปกติในส่วนที่ความโค้งมาก
ๆ
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
จำเป็นต้องมีรอยต่อของฟิล์มแน่นอน
แต่หากสังเกตเห็นพบว่าบางส่วนที่ไม่จำเป็นต้องมีรอยต่อแต่กลับมีขึ้นมา
ก็คงต้องซักถามกับช่างและให้แก้ไข
-
- 7. หลังจากติดตั้งไป
1-7 วัน
อาการอย่างพวกฟองอากาศไม่หาย
ก็ให้รีบกับไปที่ร้านค้าเพื่อทำการแก้ไขทันที
-
- การติดตั้งฟิล์มไม่มีความยุ่งยาก
แต่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน
ปกติการติดตั้งจะต้องใช้น้ำผสมแชมพูแบบอ่อน
ๆ
ฉีดไปบนด้านแผ่นกาวของฟิล์มและกระจกที่จะติดตั้ง
ขยับฟิล์มให้เข้าที่แล้วจึงค่อยรีดน้ำออกด้วยเครื่องมือ
ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้
เป็นที่มาของน้ำขัง
อาการมัว
หรือเป็นฝ้า
โดยทั่วไป 1-4
สัปดาห์ก็จะหาย
-
- ในช่วง
1-2
สัปดาห์
จึงเป็นช่วงระยะเวลาที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เพราะกาวยังไม่แห้งและฟิล์มยังไม่แนบกับผิวของกระจก
ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับกระจกในลักษณะเสียดสีรุนแรงมากเกินไป
หากรถคุณเป็นกระจกไฟฟ้า
ให้ล็อกปุ่มเลื่อนขึ้นลงของผู้นั่งร่วมทางทุกบาน
รวมถึงปุ่มปรับเลื่อนกระจกไฟฟ้าด้านคนขับเองก็ควรหาสัญลักษณ์หรือกระดาษมาปิดไว้กันการลืมไปเลื่อนเปิดปิดกระจกโดยไม่ตั้งใจ
ฟิล์มกรองแสงอาจลอกหลุดได้
-
- แต่ก็ใช่ว่าเราจะแตะต้องไม่ได้เลย
เพียงแต่เราต้องหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่ค่อนข้างแข็งหรือใช้น้ำเช็ดล้างกระจกด้านโดยตรง
ควรหาอุปกรณ์ที่อุ่นนุ่มเช่นฟองน้ำชุบน้ำและเช็ดอย่างแผ่วเบา
และจำไว้ว่าห้ามใช้น้ำยาล้างที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียเป็นเด็ดขาด
เพราะจะมีปฏิกิริยากับฟิล์มโดยตรง
- ข้อควรจำในการใช้งานฟิล์มกรองแสงให้มีอายุยาวนานขึ้นก็คือ
หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุที่แข็งขีดข่วนกับฟิล์มโดยตรง
เพราะแม้ว่าฟิล์มกรองแสงจะผลิตขึ้นจากวัสดุที่ทนต่อการขีดข่วน
แต่หากกระทบรุนแรงเกินไปก็หลุดลอกได้
คงไม่มีใครอยากให้กระจกรอบคันเป็นรอยกันสักเท่าไร
เพราะนอกจากไม่สวยงามแล้ว
ยังทำให้มุมมองของผู้ขับลดลงอีกด้วย
|
|
| ผลงานวิจัยฟิล์มใสกันร้อน |
|